
ช่อง YouTube ที่แบรนด์หรือบริษัทสร้างขึ้นมาเองว่ากันตามตรงมักไม่ค่อยได้รับความสนใจเมื่อเทียบกับช่องทั่วๆไป ทั้งที่แต่ละคลิปลงทุนไปไม่น้อยแต่ยอดวิวกลับสวนทาง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เรามาลองหาสาเหตุว่าแท้ที่จริงที่ยอดวิวน้อยนั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง…
พูดแต่ “เรื่องของสินค้า” เกินไปรึเปล่า?
ในฐานะของผู้ผลิตสินค้าและบริการแน่นอนว่ามีเป้าหมายอยากจะขายสินค้า แต่ลองจินตนาการว่าช่องของเราเป็นเซลล์แมน และผู้ชมคือลูกค้า และคนขายพยายามพูดถึงแต่สินค้ามากจนเกินไป จนทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเนื้อหานั้นมีเจตนาในการขายสินค้าเท่านั้น แทนที่จะเป็นเนื้อหาที่น่าสนุกและน่าติดตามมากกว่านี้ เพราะธรรมชาติของลักษณะลูกค้าในปัจจุบันคือ “ใช้อารมณ์” ในการตัดสินใจซื้อมากกว่า “เหตุผล” เพียงอย่างเดียว ดังนั้นพอรู้ว่าจะต้องพบกับการพยายามใส่ข้อมูลให้ซื้อ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ลูกค้าจะเมินช่องของเรา
แบรนด์ขาดความเป็น “มนุษย์”
ตัวแบรนด์ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งในทางจิตวิทยาแล้วความเป็นมนุษย์ย่อมสามารถดึงดูดความสนใจจากมนุษย์ด้วยกันได้ดีกว่า (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวิดีโอนั้นด้วย) ดังนั้นจึงมีแบรนด์ไม่น้อยชอบใช้พรีเซนเตอร์หรือนักแสดงเป็นผู้แนะนำสินค้า เพื่อสะท้อนตัวตนหรือแปลความหมายของแบรนด์ออกมาให้ลูกค้าเข้าใจว่า หากแบรนด์เป็นมนุษย์จะมีลักษณะเป็นแบบนี้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจและไว้วางใจแบรนด์ได้ง่ายขึ้นในเวลาสั้นๆ… อย่างไรก็ดี การใช้พรีเซนเตอร์ที่มีชื่อเสียงมีจุดด้อยที่สำคัญที่สุด คือ “ความจริงใจ” เพราะผู้ชมย่อมรู้ดีว่าเขาเป็นเพียงผู้ที่ถูกจ้างมาเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่พูดออกมานั้นย่อมไม่ใช่พูดจากตัวเอง
ไม่เข้าใจธรรมชาติของผู้ชม
เราพบว่าลักษณะผู้ชมใน Youtube จะเลือกดูช่องที่มีเนื้อหาที่ตนสนใจหรือมีประโยชน์ต่อตนเองจริงๆ เท่านั้น ดังนั้นการที่ผู้ชมไม่กด subscribe ย่อมหมายถึงว่าช่องของเราไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ให้ผู้ชม ดังนั้นการสร้างวิดีโอตามโดยให้ความต้องการของแบรนด์เป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
“แล้วจะเพิ่มยอดวิวได้อย่างไรหละ?”

การจะทำให้ช่องของแบรนด์มีคนกดติดตามมากๆ หรือมียอดวิวสูง (แบบ organic ที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณา) ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ชมส่วนใหญ่มักตั้งธงไว้ก่อนว่าจะพบกับเนื้อหาที่เน้นขายของ แต่นั่น..ก็ไม่ใช่กับทุกคนเสมอไปนะครับ ยังมีวิธีเพิ่มผู้ติดตามช่องให้มากยิ่งขึ้นได้หลายวิธี ดังนี้
ศึกษาลูกค้ามากขึ้น แล้วทำคอนเทนต์ให้โดนใจ
จำเป็นต้องศึกษาธรรมชาติของกลุ่มลูกค้าแบบเชิงลึกมากขึ้น และกล้าที่จะทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์เฉพาะบางอย่าง เช่น ในช่วงสงกรานต์ ผลิตภัณฑ์แชมพู ก็ทำคอนเทนต์สระผมหลังจากโดนดินสอพองมา เป็นต้น การทำคอนเทนต์แบบเฉพาะเจาะจงนี้มีโอกาสที่จะเป็นที่ถูกใจ เพราะบ่งบอกถึงความเอาใจใส่เป็นพิเศษของแบรนด์ที่พยายามทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดความใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น
มีทั้งขายของ และเอนเตอร์เทน
มิได้ให้งดลงคอนเทนต์ขายของนะครับ เพียงแต่ในช่องควรมีเนื้อหาที่หลากหลายครอบคลุมหลายรูปแบบ ทั้งคอนเทนต์ที่เน้นขายของ เช่น โปรโมชั่น ลดราคา สินค้าใหม่ ฯลฯ เพราะผู้ชมบางคนก็เฝ้ารอติดตามที่จะซื้อสินค้าอยู่ และคอนเทนต์บันเทิง เช่น พาเที่ยว พูดคุย ฯลฯ ที่เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีคอนเทนต์อื่นๆ อีกหลายอย่างที่แบรนด์ควรทำ ซึ่งเรา “พรีเซนต์วายด์” ได้เขียนแยกเป็นอีกบทความแล้ว ลองไปดูกันได้นะครับ
ลงถี่หน่อยย่อมดีกว่า
การอัปโหลดวิดีโอให้มีความถี่มากพออย่างต่อเนื่อง เช่นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเป็นอย่างน้อย จะช่วยสร้างให้แบรนด์สนิทสนมกับลูกค้าเป็นประจำไม่หายไป
อ่านและตอบ comment บ้าง
ควรตอบกลับความคิดเห็นของผู้ชมบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องตอบให้ครบทุกคน เพราะคนที่เลื่อนลงมาอ่านก็จะพบเห็นการตอบนี้ ก็ช่วยทำให้ผู้ชมรับรู้ว่าแบรนด์เอาใจใส่ผู้บริโภค และรับฟังข้อติชมเสียงตอบรับต่างๆ เป็นอย่างดี
ซื้อโฆษณา…บางทีก็จำเป็น
เราจะพบว่าการซื้อโฆษณาก็เป็นหนทางที่จำเป็น เพราะสามารถการันตีได้ว่าจะมีผู้ที่ได้รับชมคลิปนั้นจำนวนมากอย่างแน่นอน แม้อาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมแต่ยังถือว่าคุ้มค่ามากกว่าการรอให้ผู้ชมบังเอิญมาพบเอง
การเพิ่มยอดวิว (แบบ organic) และผู้ติดตามช่อง Youtube ที่เป็นของแบรนด์นั้นจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบรนด์ว่าจะทำวิดีโอที่โดนใจลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งในแง่ของคอนเทนต์ รูปแบบ กลยุทธ์ทางการตลาด และที่สำคัญคือ ความจริงใจต่อลูกค้าที่มากขึ้น เพราะในโลกปัจจุบันผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด แบรนด์ไหนที่จริงใจกว่าย่อมสามารถซื้อใจลูกค้าได้อย่างอยู่หมัดครับ
3 Responses